LATEST ARTICLES

ย้ายทะเบียนบ้านเพื่อเลี่ยงการถูกฟ้องคดีได้หรือไม่

ย้ายทะเบียนบ้านเพื่อเลี่ยงการถูกฟ้อง จะเลี่ยงพ้นหรือไม่ มาดูแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไว้ดังนี้ 1.แม้จำเลยที่ 2 มีบ้านพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีและได้แจ้งย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวแล้วโดยไม่ปรากฏว่าได้แจ้งย้ายเข้าที่ใด 2.แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาย้ายถิ่นที่อยู่และจงใจจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 41 ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยังมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี 3.แต่จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ธ. ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ที่ทำการบริษัทดังกล่าวจึงเป็นสำนักทำการงานที่สำคัญอันเป็นถิ่นที่อยู่ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 37 จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาหลายแห่ง 3.โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ยังภูมิลำเนาแห่งใดก็ได้ และถึงแม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีภูมิลำเนาและมูลคดีไม่ได้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้น 4.แต่เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมรับผิดต่อโจทก์และขณะยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ยังศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ประกอบมาตรา 5 แนวคำพิพากษาฎีกาที่ 527/2561

ห้างหุ้นส่วนจำกัด มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ ศาลจะพิพากษาให้หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ต้องร่วมรับผิดด้วยได้หรือไม่

ห้างหุ้นส่วนจำกัด มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ ศาลจะพิพากษาให้หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ต้องร่วมรับผิดด้วยได้หรือไม่ มีแนวคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัย ปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไว้ดังนี้ ข้อเท็จจริง -จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้าง -จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด -จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด(หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด) แนววินิจฉัของศาลฎีกา 1.จำเลยที่ 1 พักอยู่ที่ที่ทำงานและจะใช้รถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุเป็นประจำในการทำงาน เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 22:00 น หลังจากเวลาเลิกงานตามปกติแล้ว 2. ขณะจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารการเกิดเหตุไปเติมน้ำมัน แม้จะอยู่นอกเวลาที่ทำงานแต่ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องปฏิบัติการเพื่อให้เป็นไปตามหน้าที่ ที่จำเลยที่ 2 มอบหมาย จึงเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 (2) ประกอบมาตรา 1087 ที่บัญญัติให้ผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัดจำนวนนั้น มิได้ระบุยกเว้น หรือเงื่อนไขแห่งการรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ ในหนี้ของห้างหุ้นส่วนแต่อย่างใด 4. พิพากษาให้จำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการ ต้องร่วมรับผิดด้วย แนวคำพิพากษาฎีกาที่ 3753/2553

เหตุสุดวิสัย หมายถึงเหตุการณ์เช่นไรบ้าง มีตัวอย่างฎีกา

เหตุสุดวิสัยหมายถึงเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน โดยไม่มีบุคคลใดคาดหมายหรือคาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้น และไม่อาจป้องกันหรือหลีกเลี่ยงให้พ้นไปได้ แม้ว่าตัวเองจะใช้ความระมัดระวังแล้วก็ตาม โดยบุคคลนั้นมิได้มีความประมาทเลย จึงทำให้บุคคลต่างๆที่ประสบภาวะเช่นนั้นหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดทางแพ่งหรือความรับผิดทางอาญาก็ตาม ตามพจนานุกรมคำว่า เหตุสุดวิสัย หมายถึง เหตุที่พ้นความสามารถของใครอันที่จะป้องกันได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 บัญญัติว่า คำว่าเหตุสุดวิสัยหมายความว่า เหตุใดๆอันจะเกิดขึ้นก็ดีนั้น เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้กระทั่งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควร อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2015/2520 ผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับมาในระยะกระชั้นชิด ถือว่าเป็นความประมาทของผู้ตายเอง จำเลยไม่อาจห้ามล้อหยุดได้ทัน เป็นการสุดวิสัยที่จะป้องกันได้ ไม่ใช่เกิดจากความประมาทของจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2522 จำเลยขับรถยนต์หลบรถยนต์ของ ย. ที่ขับเล่นสวนทางล้ำเส้นทางเข้ามาในระยะกระชั้นชิด จำเลยจึงบังคับรถไม่ได้ จึงไปชนรถยนต์ของโจทก์ที่คนขับหลบรถออกมานอกเขตถนน ดังนี้ มิใช่จำเลยประมาท แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 383/2537 จำเลยขับรถยนต์ไปด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผู้ตายได้วิ่งไล่ตี ซ. ข้ามถนนตัดหน้าช่องทางเดินรถที่จำเลยขับไปแล้ว แต่ได้มีรถยนต์อีกคันหนึ่งแล่นตามมา ผู้ตายจึงชะงักและถอยหลังกลับเข้ามาในช่องทางเดินรถของจำเลยโดยกระทันหันและในระยะกระชั้นชิด ทำให้จำเลยไม่สามารถหยุดรถหรือหลบไปทางอื่นได้ทันท่วงที และในภาวะเช่นนั้น จำเลยไม่อาจคาดคิดได้ว่าจะมีคนวิ่งข้ามถนนตัดหน้าช่องทางเดินรถที่จำเลยขับไปแล้วกลับไปชะงัก และถอยหลังเข้ามาขวางหน้ารถยนต์ที่จำเลยกลับไปอีก การที่จำเลยขับรถยนต์ชนผู้ตาย จึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยไม่อาจป้องกันได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่...

ผู้ถูกทำละเมิดมีมีสิทธิเลือกโรงพยาบาล เพื่อเข้ารับการรักษาได้หรือไม่

กรณีผู้ถูกทำละเมิดไม่ได้ถึงแก่ความตายทันที ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลซึ่งในการรักษาพยาบาลผู้ต้องเสียหายแล้ว ทายาทย่อมมีสิทธิเลือกโรงพยาบาลที่จะให้ผู้ถูกละเมิดเข้ารับการรักษา เพื่อให้ผู้ถูกละเมิดมีชีวิตรอดและหายจากการบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐหรือของเอกชนซึ่งแพงกว่าก็ตาม ทั้งต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลของผู้ถูกทำลายละเมิด และทายาทที่ต้องไปทำการดูแลด้วย ผู้ทำละเมิดหรือบุคคลที่ต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด มีหน้าที่ต้องชดใช้แก่ทายาทผู้ถูกละเมิดเพิ่มขึ้นอีก จากกรณีที่ผู้ถูกทำลายเมื่อถึงแก่ความตายทันที เว้นแต่จะเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและเกินความจำเป็น นอกจากนั้นในกรณีที่ผู้ถูกละเมิดรับราชการ หรือบุตรรับราชการ หรือบิดามารดารับราชการ แม้จะมีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลทางราชการก็ตาม แต่ก็เป็นสวัสดิการที่ทางราชการจัดให้แก่ข้าราชการและบุคคลในครอบครัว ฝ่ายผู้ทำละเมิดไม่อาจยกขึ้นอ้างเพื่อปัดความรับผิด หรือหักตอนออกจากค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ทั้งเงินค่ารักษาพยาบาลที่เบิกมา จากหน่วยงานต้นสังกัดก็ไม่ใช่เงินของฝ่ายผู้ทำละเมิด มีแนวคำพิพากษาฎีกา เคยวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2508/2527 โดยปกติย่อมนำผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเกิดอุบัติเหตุส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้มีการรักษาพยาบาลรวดเร็วและทันท่วงที เมื่อโรงพยาบาลเอกชนอยู่ใกล้ที่สุด การที่โจทก์ได้เสียค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนไปเพียงใด จึงเป็นค่าเสียหายโดยตรง ซึ่งโจทก์ชอบที่จะรับผิด ชดใช้คืนเต็มจำนวน แม้ว่าค่ารักษาพยาบาลจะแพงกว่าโรงพยาบาลของรัฐก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2530 โจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสมาก หากไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีอาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เมื่อโรงพยาบาลที่ต่างจังหวัดมีเครื่องมือไม่พอที่จะรักษาได้ ต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร จึงไม่ใช่เป็นการรักษาที่พุ่งเฟือย จำเลยต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 และค่าใช้จ่ายในการที่โจทก์ที่ 2 ไปดูแลโจทก์ที่ 1 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 806/2533 การที่ผู้ตายได้รับส่วนลดในค่ารักษาพยาบาลเพราะเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ไม่เป็นเหตุให้ความรับผิดของจำเลยลดลงไปด้วย เนื่องจากเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ตาย สรุป ผู้ถูกทำละเมิด มีสิทธิเลือกโรงพยาบาลที่จะรักษาพยาบาลได้ มีปัญหาคดีละเมิดเรียกค่าเสียหาย ติดต่อสำนักงาน SCLLAW...

การห้ามแกล้งฟ้องคดีอาญาหรือฟ้องปิดปาก

การแกล้งฟ้องคดีอาญา การฟ้องปิดปาก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 161/1 ... ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ หากความปรากฏต่อศาลเองหรือมีพยานหลักฐาน ที่ศาลเรียกมาว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย หรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประชาชนที่พึงได้โดยชอบ ให้ศาลยกฟ้อง และห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้นอีก ... การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง การที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้วโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรด้วย มาตรา 161/1 เพิ่มเติมโดยมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับที่ 34 พ. ศ. 2562 ศาสตราจารย์ ดร. สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล ได้อธิบายไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับอ้างอิง พิมพ์ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2562 ว่า ... เหตุผลของการเพิ่มมาตรา 161/1 เข้ามาปรากฏตามเหตุผลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับที่ 34 พ. ศ. 2562 คือ ... ... นอกจากนี้หากปรากฏว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้ง หรือเอาเปรียบจำเลยในหลายกรณี หรือฟ้องคดีโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้ตามปกติธรรมดา อันเป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ถูกฟ้องร้อง และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้ศาลมีอำนาจยกฟ้อง ... ... ดังนั้นเพื่อให้ระบบการปล่อยชั่วคราวและการพิจารณาพิพากษาคดีอาญา...

ยักยอกรถที่ผ่อนอยู่ คนผ่อนดำเนินคดีได้หรือไม่

ยักยอกรถที่ผ่อนอยู่ คนผ่อนดำเนินคดีได้หรือไม่ ยักยอกรถที่ยังผ่อนไฟแนนซ์ ผู้เช่าซื้อเป็นผู้เสียหายได้ ฎีกาที่ 386/2551 ...แม้ผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ แต่ผู้เช่าซื้อก็มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์และมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องคืน ...เมื่อจำเลยทั้งสองยักยอกชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไปจากผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อย่อมได้รับความเสียหายจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้เช่นเดียวกับผู้ให้เช่าซื้อ มีปัญหาคดีความติดต่อ สำนักงานทนายความ SCLLAW 091 712 7444

เมาแล้วขับประกันรถยนต์คุ้มครองอย่างไร

เมาแล้วขับประกันคุ้มครองอย่างไร อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว เราต้องมาดูกันว่าสาเหตุเกิดจากอะไร แล้วถ้าเกิดจากการดื่มสุรา เมาแล้วขับ บ.ประกันภัยยังจะได้รับความคุ้มครองจากประกันรถภาคสมัครใจ หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ หรือไม่ ผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยภาคสมัครใจที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แล้วเกิดอุบัติเหตุ จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ทั้งในส่วนความเสียหายต่อรถยนต์คันเอาประกันภัย และในส่วนของความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ทั้งนี้ในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอก บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายไปก่อน และไปเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนที่จ่ายไปจากผู้ขับขี่ในภายหลัง ส่วนของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ยังคงให้ความคุ้มครอง ไม่ว่าคุณจะเมาแล้วขับ ไม่มีใบขับขี่ หรือ ทำผิดกฎจารจรอื่นๆ ก็ตาม และก่อนขับรถทุกทุกครั้ง คุณต้องเช็คให้ดีว่า พ.ร.บ. รถของคุณได้ต่ออายุการใช้งานแล้ว อีกทั้ง หากคุณดื่มสุรา หรือของมึนเมา ไม่ว่าจะดื่มน้อย หรือมาก ก็ไม่ควรใช้รถ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อตัวเองแล้ว ยังสร้างความเดือดร้อนให้คนที่ใช้รถ ใช้ถนน ร่วมกับคุณอีกด้วย ติดต่อสำนักงาน SCLLAW 0917127444 ID LINE : SCLLAW.IN.TH

ผลคดีรถฝ่ายผิดไม่จัดทำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ บ.ประกันภัยฝ่ายถูกต้องจ่ายเต็มทุนประกันตาม พ.ร.บ.หรือไม่

ในคดีรถชน ผลคดีรถฝ่ายผิดไม่จัดทำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ บ.ประกันภัยฝ่ายถูกต้องจ่ายเต็มทุนประกันตาม พ.ร.บ.หรือไม่ ฝ่ายผู้ตายเป็นฝ่ายถูก ขับรถที่ได้จัดทำ พรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และบ.ประกันภัยที่รับประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นให้กับทายาทผู้ตายเท่านั้น เท่านั้น โดยไม่จ่ายส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้นให้เต็มจำนวนทุนประกัน โดยอ้างว่าฝ่ายผิดไม่จัดทำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ บ.ประกันภัยจึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมคืนจากผู้ใดได้ ซึ่งข้อเท็จจริงมีฝ่ายที่ต้องรับผิดในคดีอาญาแล้ว บ.ประกันภัยจึงต้องจ่ายเต็มทุนประกันแก่ทายาทผู้ตาย โดยยกข้ออ้างดังกล่าวไม่ได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2189/2562 สรุป บ.ประกันภัยจึงต้องจ่ายเต็มทุนประกันแก่ทายาทผู้ตาย โดยยกข้ออ้างดังกล่าวไม่ได้ ขอขอบคุณ ทนายวิจิตร วงค์สุวรรณ เจ้าของสำนวน ติดต่อสำนักงาน เอส.ซี.แอล.ลอว์ ทนายอธิป 091 712 7444

รถหาย โดยไม่ปรากฏว่าได้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่นภายในห้างสรรพสินค้า ห้างฯต้องรับผิดหรือไม่(มีฎีกา)

รถหายเพราะนำรถยนต์เข้ามาจอดไว้ในที่จอดรถของห้าง โดยไม่ปรากฏว่าได้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่นภายในห้างสรรพสินค้า ห้างฯต้องรับผิดหรือไม่ มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7078/2560 จำเลยที่ 1 เป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จัดให้มีบริการที่จอดรถ นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่นภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 อันมีผลโดยตรงต่อยอดการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ย. เป็นลูกจ้างของห้าง ฮ. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการและผู้เช่าพื้นที่จากจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบกิจการค้าหากำไร วันเกิดเหตุการที่ ย. นำรถยนต์เข้ามาจอดไว้ในที่จอดรถของจำเลยที่ 1 เพื่อเข้าไปทำงานประจำในห้าง ฮ. โดยไม่ปรากฏว่า ย. ได้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่นภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่อาจถือได้ว่า ย. เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 แม้จะฟังว่าห้าง ฮ. เช่าพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อสัญญาระหว่างห้าง ฮ. กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความรับผิดกรณีที่รถยนต์ของลูกจ้างห้าง ฮ. สูญหายเพราะถูกคนร้ายลักไป การที่คนร้ายลักรถยนต์ของ ย. คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไป มิได้เกิดจากการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสอง อันจะถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ข้อสังเกตุ 1.ห้างจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่รับฝากรถยนต์และไม่มีนิติสัมพันธ์กับ ย.ผู้เอาประกันภัย 2.วันเกิดเหตุ ย....

ชนแล้วหนีต้องขับรถไม่ใช่จอดรถ

ความผิดฐานชนแล้งหลบหนี ต้องเป็นผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นและไม่หยุดให้ความช่วยเหลือพร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งการจะเป็นความผิดดังกล่าวได้ต้องเป็นผู้ขับรถที่กำลังแล่นอยู่หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดหรือหยุดรถ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1368/2549 ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นและไม่หยุดให้ความช่วยเหลือพร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งการจะเป็นความผิดดังกล่าวได้ ต้องเป็นผู้ขับรถที่กำลังแล่นอยู่ หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดหรือหยุดรถไม่ เมื่อเหตุเกิดขณะจำเลยจอดรถ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นตามบทมาตราดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์และฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องในข้อหาดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 215, 225 คำพิพากษาย่อยาว โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 61, 78, 151, 157,160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), (4), 151 (ที่ถูกมาตรา 157) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61,...